Home นโยบายด้านสาธารณสุข ๓. นโยบายด้านสาธารณสุข
๓. นโยบายด้านสาธารณสุข Print E-mail
Written by Administrator   

 

                  การเสริมสร้างความร่วมมือ เพื่อยกระดับการให้บริการสาธารณสุขกับประชาชนอย่างทั่วถึงเพื่อยกระดับการให้บริการสาธารณสุขกับประชาชนอย่างทั่วถึง
     

            ๓.๑ สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ(สช.)  

            จัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ.๒๕๕๐ ตั้งแต่ วันที่ ๒๐ มีนาคม ๒๕๕๐ เป็นหน่วยงานของรัฐ มีฐานะเป็นนิติบุคคลในกำกับของนายกรัฐมนตรี ทำหน้าที่เป็นองค์กรเลขานุการของ คณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (คสช.)  ดำเนินการจัดทำและขับเคลื่อนธรรมนูญว่าด้วยระบบสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ.๒๕๕๒ เพื่อเป็นกรอบและแนวทางในการกำหนดนโยบายยุทธศาสตร์และการดำเนินงานด้านสุขภาพของประเทศ โดยให้มีการทบทวนอย่างน้อยทุก ๕ ปี  จัดให้มี ส่งเสริม และสนับสนุนกระบวนการในการพัฒนานโยบายและยุทธศาสตร์ด้านสุขภาพแบบมีส่วนร่วมอย่างต่อเนื่อง  กำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการในการติดตามและประเมินผลเกี่ยวกับระบบสุขภาพแห่งชาติและผลกระทบต่อสุขภาพ จากนโยบายสาธารณะ  รวมทั้ง สนับสนุนการจัดเวทีสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ซึ่งการจัดสมัชชาสุขภาพแห่งชาติครั้งที่ ๒ พ.ศ. ๒๕๕๒ มีแนวทางการขับเคลื่อนเพื่อการนำมติสมัชชาสุขภาพแห่งชาติครั้งที่ ๒ ไปสู่การปฏิบัติ มีคณะกรรมการข้อมูลข่าวสารสุขภาพแห่งชาติ วางแผนการดำเนินงานในช่วงแรก ๕ ปี  มีการกำหนดทิศทางในการพัฒนาระบบข้อมูลข่าวสารสุขภาพ และนำไปขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะ

          

           ๓.๒ ดำเนินการยกระดับสถานีอนามัยเป็นโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพประจำตำบล  

           และพัฒนาระบบเครือข่ายการส่งต่อในทุกระดับให้มีประสิทธิภาพเชื่อมโยงกันทั้งภาครัฐและภาคเอกชน ถือเป็นนโยบายเชิงรุก ที่กระทรวงสาธารณสุขให้ความสำคัญ มีเป้าหมายดำเนินการ ในปี พ.ศ. ๒๕๕๓ เพิ่มขึ้น ๑,๐๐๐ แห่ง  โดยพัฒนาให้มีศักยภาพในการดูแลและให้บริการครอบคลุมทั้งด้านการรักษาพยาบาล การส่งเสริมสุขภาพ การควบคุมป้องกันโรค และฟื้นฟูสภาพ ตลอดจนสร้างกระบวนการมีส่วนร่วมและความเข้มเข็งให้ชุมชนในการจัดระบบสุขภาพตนเอง

         

          ๓.๓ การติดตามการเฝ้าระวังการระบาดของโรคที่สำคัญในสังคมไทย 

            สถานการณ์โรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ ชนิด A (H๑ N๑) (ไข้หวัด ๒๐๐๙)  โดยมีระบบการติดตามการเฝ้าระวังอย่างต่อเนื่อง และฉีดวัคซีนให้ประชาชนทุกกลุ่มจำนวน ๔๖๒,๒๔๙ คน 

    

          ๓.๔ การแพทย์ฉุกเฉิน   

            ในปี ๒๕๕๓ จัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการด้านการแพทย์และสาธารณสุขในภาวะฉุกเฉินระดับชาติ ขึ้นเพื่อติดตามการชุมนุมตลอด ๒๔ ชั่วโมง โดยมีระบบการสื่อสารทั้ง ทีวี วิทยุ โทรศัพท์ และรูปแบบอื่น พร้อมบุคลากรติดตามสถานการณ์ตลอด ๒๔ ชั่วโมง จะเป็นศูนย์กลางที่ใช้ในการสั่งการด้านการแพทย์และสาธารณสุข ที่สถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ ที่ชั้น ๕ อาคารวิศวกรรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข  และในปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๓ มีการให้บริการการแพทย์ฉุกเฉิน จำนวนทั้งสิ้น ๓๘๓,๔๒๒ ราย (ข้อมูล ณ วันที่ ๒๐ มีนาคม ๒๕๕๓)
         

             ๓.๕ นโยบายจัดการสารเคมี   

            เพื่อลดผลกระทบทางสุขภาพ การมีส่วนร่วมของชุมชน ชาวนาและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในพื้นที่ร่วมกันจัดทำแผนชุมชนและร่วมกันกำหนดนโยบายสาธารณะ เพื่อส่งเสริมระบบการเกษตรอินทรีย์ที่เอื้อต่อการมีสุขภาพดี ปรับเปลี่ยนวิธีการปลูกเป็นเกษตรอินทรีย์ 

        

          ๓.๖ โครงการอาหารปลอดภัย แก้ไขปัญหาเร่งด่วน  / อาหารกระป๋อง / นมโรงเรียน  

          โดยใช้มาตรการทางกฎหมาย ออกประกาศ คำสั่ง ตรวจสอบผลิตภัณฑ์ โรงงานผู้ผลิต และระงับการผลิตเพื่อตรวจสอบหาสาเหตุ แจ้งเครือข่ายเฝ้าระวัง เช่น สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด สมาคมผู้ค้าปลีกไทย พร้อมทั้งดำเนินคดีตามกฎหมาย และเผยแพร่ให้ประชาชนหรือผู้บริโภครับทราบทุกช่องทาง เร่งรัดการดำเนินการ เรื่อง อาหารปลอดภัย   เพื่อให้ประชาชนทั้งคนไทยและนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ มีความเชื่อมั่นในการเป็นครัวโลกของประเทศไทย ซึ่งมีความปลอดภัย สามารถลดการปนเปื้อนจากสารพิษและไม่ทำให้เกิดโรค โดยตั้งเป้าหมายภายในปี ๒๕๕๓ จะมีตลาดปลอดภัยจากสารพิษครบทุกจังหวัด

         

          ๓.๗ ศูนย์กลางด้านสุขภาพ และการรักษาพยาบาลในระดับนานาชาติ    

            มีความคืบหน้าในการดำเนินงานตามกลุ่มผลิตภัณฑ์หลัก  (Product Lines)  ๓ กลุ่ม คือ ๑)กลุ่มบริการทางการแพทย์ ปรับปรุงกฎหมายเพื่อการอนุญาตแพทย์ต่างชาติให้เข้ามาทำงานในประเทศไทย ขณะนี้พระราชกฤษฎีกาการประกอบโรคศิลปะ สาขาการแพทย์แผนจีนผ่านการพิจารณาแล้ว อยู่ระหว่างรอการโปรดเกล้าให้มีผลบังคับใช้  ๒)กลุ่มบริการส่งเสริมสุขภาพสปาและการนวดเพื่อสุขภาพ ได้พัฒนาเกณฑ์การรับรองคุณภาพสปาไทยก้าวไกลสู่สากล ในปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๒ สถานประกอบการธุรกิจบริการสุขภาพทั่วประเทศได้ผ่านการรับรองมาตรฐาน ๓ ประเภท จำนวน ๑,๒๖๖ แห่ง  ยกเลิกการจัดเก็บภาษีสรรพสามิต จากธุรกิจสปา จากเดิมร้อยละ ๑๐ เป็นร้อยละ ๐ ให้กับสถานประกอบการที่ได้รับการรับรองมาตรฐานตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข ๓)กลุ่มผลิตภัณฑ์สมุนไพรไทย  มีการพัฒนาโรงพยาบาลแพทย์แผนไทยต้นแบบ ปรับปรุงมาตรฐานผลิตภัณฑ์สมุนไพรเข้าสู่ Asian Harmonization  พัฒนาโรงงานต้นแบบผลิตภัณฑ์สมุนไพรที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน GMP  และพัฒนาชุมชนชาวไทยต้นแบบในการดูแลสุขภาพแบบวิถีไทย กำหนดรูปแบบของชุมชนชาวไทยชาวไทยในการดูแลสุขภาพแบบวิถีไทยแบบครบวงจร โดยได้นำร่องพัฒนารูปแบบนี้แล้วที่วัดไทยมิวนิก สาธารณรัฐเยอรมนี และวัดญาณสังวร สาธารณรัฐออสเตรีย ด้วยการนำเอารูปแบบและแนวคิดในลักษณะ ๓ ประสาน ได้แก่ บ้าน วัด ชุมชนชาวไทย นำภูมิปัญญาไทยและวัฒนธรรมท้องถิ่นมาใช้ในการสร้างสรรค์คุณค่าของสินค้าต่อยอดขยายผลในเชิงพาณิชย์  และมีการผลักดันโครงการ Medical Hub ให้รุดหน้ามากยิ่งขึ้น  โดยได้ดำเนินการจัดทำแผนยุทธศาสตร์ ยึดแนวทางคุณภาพการรักษาพยาบาลให้เอกชน เป็นผู้รับผิดชอบดำเนินการหลัก หน่วยงานรัฐบาลรับผิดชอบสนับสนุน
 

 

 

ข้อมูลโดย :: สำนักนโยบายและยุทธศาสตร์

พัฒนาโดย :: ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร

สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข